ReadyPlanet.com
dot dot
bulletHome
dot
Group Menu
dot
bulletบริการของเรา
bulletสนทนาภาษาดนตรี
bulletสินค้าของเรา
bulletนานาสาระ
dot
Newsletter

dot
bulletgoogle.com
bulletpantip.com
bulletMahidol University
bulletวิทยาลัยดุริยางคศิลป์
bulletintranet.sasin.edu/thaimusicclub
bullethttps://www.facebook.com/smusichome




เพลงพื้นบ้านบางเลน นครปฐม : พ่อเฒ่าบุญช่วง ศรีรางวัล

เพลงพื้นบ้านบางเลน นครปฐม :  พ่อเฒ่าบุญช่วง  ศรีรางวัล

                                                                             รศ. ณรงค์ชัย  ปิฎกรัชต์

 

          แม่น้ำนครชัยศรีเป็นชื่อของแม่น้ำสำคัญสายหนึ่งที่สายน้ำไหลผ่านแหล่งอารยธรรมสำคัญของไทยมาแต่ครั้งโบราณ   เป็นแหล่งที่รู้จักกันในชื่ออารยธรรมทวารวดี   ดินแดนถิ่นนี้คือที่ตั้งของมณฑลนครชัยศรี  มีพื้นที่ครอบคลุมจังหวัดนครปฐม  สุพรรณบุรี  และสมุทรสาครซึ่งเป็นจังหวัดท้ายน้ำก่อนไหลออกสู่ทะเลอ่าวไทยที่ตำบลบางหญ้าแพรกและตำบลโกรกกราก    การเรียกชื่อแม่น้ำสายนี้เมื่อผ่านจังหวัดหรือชุมชนใดก็จะเรียกชื่อตามนั้น  คือ แม่น้ำมะขามเฒ่า  แม่นำสุพรรณบุรี  แม่น้ำนครชัยศรี  และแม่น้ำท่าจีน เมื่อรวมระยะความยาวของสายน้ำแล้ว  มีความยาวประมาณ  325  กิโลเมตร  เฉพาะที่ผ่านจังหวัดนครปฐม  ผ่านพื้นที่ 3 อำเภอ คือ  อำเภอบางเลน  อำเภอนครชัยศรี  และอำเภอสามพราน  มีความยาว  97  กิโลเมตร  มีคลองที่เชื่อมต่อกับลำแม่น้ำทั้งสองฟากฝั่งจำนวน  27  คลอง  ลำคลองที่สำคัญ  เช่น คลองพระพิมล  คลองโยง  คลองมหาสวัสดิ์ คลองเจดีย์บูชา  และคลองสามพราน  เป็นต้น

          ในวงรัศมีของอำเภอบางเลนและอำเภอนครชัยศรี  มีเขตติดต่อและอยู่ในกลุ่มสังคม – วัฒนธรรมที่มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน  ทั้งหลักฐานด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี  ประชาชนไปมาหาสู่กันมาแต่ครั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน  สองฟากฝั่งแม่น้ำเป็นที่ตั้งของวัดจำนวนมากที่บ่งบอกให้เห็นเส้นทางสัญจรของประชาชน  พาหนะสำคัญที่ใช้สัญจรคือเรือ  ลำคลองแม่น้ำเป็นเสมอนเส้นชีวิตของประชาชนในการเดินทางประกอบกิจกรรมต่างๆ  แต่เดิมนั้นมีเรือโดยสารประจำทางที่ขึ้นล่องไปยังสุพรรณบุรี  มีท่าเทียบเรือสำคัญหลายแห่ง  นอกจากนี้ก็มีเรือขนาดเล็ก  มีชื่อเรียกต่างๆ เช่น  เรือบด  เรือมาด  เรือสัมปั้น  เรือกระแชง  ฯลฯ แม้แต่พระสงฆ์ยามออกบิณฑบาตรยามเช้าก็ใช้เรือ  เรือพระมีลำขนาดยาวเรียว  และเล็กมากแต่พระก็สามารถพายออกรับบิณฑบาตรได้อย่างชำนาญ  ภาพของเรือพระไม่มีแล้ว  แต่หลักฐานสำคัญที่สามารถศึกษาหาความรู้ได้คือพิพิธภัณฑ์เรือโบราณที่วัดสุขวัฒนาราม  (บางระกำ) 

การที่สายน้ำเป็นเส้นชีวิตของประชาชน  สองฝั่งของพื้นที่อำเภอบางเลนตามเส้นทางของสายแม่น้ำจึงมีวัดซึ่งเป็นศูนย์รวมวิถีชีวิตชุมชนจำนวนมาก  เช่น  วัดราษฎรสามัคคี  วัดบางหลวง  วัดศิลามูล  วัดโพธิ์ราษฎร์ศรัทธา  วัดผาสุขการาม  วัดบางเลน  วัดบางปลา  วัดเกษมสุริยันนาจ  วัดบางภาษี  วัดลำพญา  และวัดสุขวัฒนาราม  (วัดบางระกำ)  ฯลฯ  และที่กล่าวว่าวิถีชีวิตของชาวบางเลนเชื่อมต่อกับอำเภอนครชัยศรีนั้น  มีข้อมูลคือรอยต่อของเขตอำเภอทั้งสองนั้นมีวัดห้วยพลู  และวัดบางพระ  วัดบางพระนี้เป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากเพราะเป็นวัดที่จำพรรษาของหลวงพ่อเปิ่น  หรือชื่อเดิมของท่านคือ  พระอุดมประชานาถ  (หลวงพ่อเปิ่นฐิตคุโณ)  พระเกจิซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั้งประเทศ  และน้อยคนนักที่จะทราบว่าเมื่อครั้งที่ท่านครองเพศฆารวาสนั้น  หลวงพ่อเป็นนักดนตรีไทยมาก่อน  ชายฝั่งริมแม่น้ำทางตอนใต้ของวัดยังปรากฏเรือนปี่พาทย์อยู่ในปัจจุบัน  สิ่งนี้ได้บ่งบอกว่าเมื่อหลวงพ่ออุปสมบทแล้ว  ยังได้ให้ความเมตตาส่งเสริมให้วัดมีวงปี่พาทย์   นับเป็นแหล่งเรียนรู้และเป็นดนตรีสำนักสายวัดที่สำคัญแห่งหนึ่งของลุ่มน้ำนครชัยศรี มีเยาวชนเป็นสมาชิกในวงดนตรี  มีครูดนตรี  รับงานบรรเลงและเป็นนักดนตรีของวัด  เลื่องชื่อลือเสียงไปตลอดแม่น้ำนครชัยศรี   แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างมากที่สมัยหนึ่ง  กรมการศาสนาได้มีประกาศให้วัดที่มีกิจกรรมเช่นนี้ยกเลิกการส่งเสริม  ด้วยเห็นว่าไม่ใช่เรื่องการศาสนา  ทั้งที่ตามความเป็นจริงแล้วสำนักดนตรีเช่นนี้คือแหล่งสร้างศิลปวัฒนธรรมของชาติ  เป็นแหล่งรวมของคนดี  อยู่ใกล้พระพุทธศาสนา  เป็นศูนย์กลางของชุมชน  เป็นสถานศึกษาวัฒนธรรมดนตรีของลูกหลานให้มีความรู้ความสามารถด้านดนตรีไทย  ให้มีอาชีพ  ทั้งยังเป็นส่วนผสานวัฒนธรรมกับวิถีไทยท้องถิ่นได้อย่างดียิ่ง 

          ในถิ่นนครปฐม  เป็นแหล่งถิ่นฐานสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ของพื้นที่คือ  ความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรม  หากพิจารณาจากประวัติศาสตร์ยาวนานนับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 13 –14    จังหวัดนครปฐมมีอิทธิพลทางวัฒนธรรมของชาวมอญ  ต่อมาจึงเป็นอิทธิพลทางวัฒนธรรมขอม  ซึ่งทั้งสองวัฒนธรรมเป็นสายผ่านของวัฒนธรรมและความเชื่อทั้งศาสนาพราหมณ์  และพระพุทธศาสนา  ที่เจือปรุงเข้ากับความเชื่อของคนในพื้นถิ่น  จากนั้นจึงเป็นอิทธิพลของวัฒนธรรมสยามที่หลอมรวมชนทุกกลุ่มเข้าไว้ด้วยกัน  ในร่มของวัฒนธรรมเช่นนี้  จังหวัดนครปฐมจึงเป็นดินแดนของการตั้งถิ่นฐานของชาวต่างถิ่น  ที่เข้ามาสู่ดินแดนด้วยเหตุผลต่างๆ  ที่ด้านการเผยแผ่ศาสนา  การเมือง การปกครอง  การค้าขาย  จึงส่งผลให้ประชากรชาวนครปฐมนอกเหนือกลุ่มไทยกลางตามกลุ่มภาษาแล้ว  ยังมีกลุ่มชนที่เป็นชาวโซ่ง    ลาวกลุ่มต่างๆ   จีนกลุ่มต่างๆ  ฝรั่ง  เขมร  มอญ  ฯลฯ  และแต่ละกลุ่มก็มีรายละเอียดย่อยออกไปอีก

          การดำรงอยู่ของชาวนครปฐมที่มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์และภาษา  ได้หล่อหลอมเชื่อมกันมาหลายชั่วชีวิตคน  สิ่งที่ปรากฏจึงพบเห็นความเหมือนในความต่าง  เป็นความภาคภูมิใจของสังคมวัฒนธรรมของกลุ่มชนนั้น  และเมื่อกระทรวงวัฒนธรรมมีนโยบายให้สภาวัฒนธรรมจังหวัดและสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ  ศึกษาจัดเก็บรวบรวมมรดกด้านศิลปวัฒนธรรมตามโครงการภูมิบ้านภูมิเมือง  เพื่อให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม  ทั้งส่งผลต่อการอนุรักษ์  ส่งเสริม  เผยแพร่  ปกป้องจากการล่วงละเมิดประโยชน์จากกลุ่มผู้ประสงค์นำไปเพื่อประโยชน์อื่นๆ  โดยเฉพาะต่างชาติ  ซึ่งประเด็นที่กล่าวนี้แม้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็ได้ดำเนินการกันแล้วอย่างมีประสิทธิภาพ  ดังนั้นจังหวัดนครปฐมจึงเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีภารกิจดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลมรดกวัฒนธรรมด้านต่างๆ ตามโครงการภูมิบ้านภูมิเมืองด้วย

ในการเก็บข้อมูลวัฒนธรรมในปีงบประมาณ 2549  โครงการหนึ่งใน 3  โครงการของจังหวัดนครปฐม  คือเพลงขอทาน  ของบุคคลข้อมูลคือพ่อเฒ่าบุญช่วง  ศรีรางวัล  โครงการนี้ ดร.มนัส  แก้วบูชา  อาจารย์อาวุโสของโรงเรียนราชินีบูรณะ  รับหน้าที่ปฏิบัติงานตามโครง  ท่านเป็นชาวนครชัยศรีโดยกำเนิด  เป็นนักดนตรีไทยตามเชื้อสายตระกูลปี่พาทย์สาย “แก้วบูชา”  ซึ่งรู้จักทั่วคุ้งแม่น้ำนครชัยศรี 

ข้อมูลเพลงดนตรีที่เรียกว่าเพลงขอทาน  เป็นมรดกวัฒนธรรมซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านของบ้านบางระกำ  อำเภอบางเลน  จังหวัดนครปฐม  และศิลปินที่ซ่อนซ้อนอยู่ในพื้นที่แห่งนี้จัดว่าเป็นผู้มีความสามารถสูง  ข้อมูลจากผลการศึกษาของ ดร.มนัส  แก้วบูชานั้นต้องใช้เวลาอีกหลายระยะ  ที่จะต้องดำเนินการต่อไป  สำหรับบทความนี้เป็นส่วนที่ผู้เขียนได้ร่วมเข้าพื้นที่ในงานภาคสนามกับดร.มนัส  แก้วบูชา  พร้อมกับอาจารย์สมชาย  เอี่ยมบางยุง  ที่กำลังศึกษาข้อมูลเบื้องต้นในหัวข้อสำนักดนตรีไทยสายวัด เพื่อศึกษาสำนักดนตรีปรากฏในแต่ละแหล่งของขอบเขตพื้นที่ศึกษา  การลงงานภาคสนามทำการศึกษาเมื่อวันที่  1 พฤศจิกายน 2549

บ้านบางระกำ  ตั้งอยู่บนพื้นที่ส่วนใต้สุดของอำเภอบางเลน  จังหวัดนครปฐม  มีศูนย์รวมชุมชนใหญ่คือวัดบางระกำ  หรือวัดสุขวัฒนาราม  ในด้านเพลงพื้นบ้านของชาวบางระกำ  มีพ่อเพลง  แม่เพลง  และศิลปินเพลง  ตลอดจนนักเทศน์  นักแหล่  หลายท่าน  เช่น  พ่อเฒ่าชเอม  สุนทรอำไพ  หมอเหลือง  บัวบำเพ็ญ  หมอวิไล  แก้วภารา  เป็นต้น  บางระกำจึงปรากฏวัฒนธรรมด้านเพลงพื้นบ้าน เช่น  เพลงเรือ  เพลงพวงมาลัย  เพลงฉ่อย  เพลงอีแซว  เพลงทรงเครื่อง  รวมไปถึงลิเก  และวงกลองยาว ด้วย

หลวงพ่อพเยาว์  หรือพระครูพิทักษ์สุขวัฒนา  (พเยาว์  เตชธมฺโม)  เจ้าอาวาสวัดสุขวัฒนาราม  ซึ่งท่านดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ พ..  2525  จนถึงปัจจุบัน  เป็นพระนักพัฒนานานเกือบ 25 ปี จนเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วไป  ท่านได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชาวบางระกำหลายเรื่อง  แม้กระทั่งเรื่องความเชื่อท้องถิ่นคือพิธีเล่นผีพ้อมหรือผีกะพ้อม  วิชาเปิดโลกที่เป็นเรื่องของการติดต่อกับวิญญาณต่างๆ ที่ล่วงลับไปแล้ว  เป็นความเชื่อของคนในพื้นที่และไม่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา  แต่เป็นกิจกรรมความเชื่อท้องถิ่นที่หลวงพ่อพบเห็นมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก  พิธีเล่นผีพ้อมหรือวิชาเปิดโลกนี้นิยมจัดกันช่วงเทศกาลสงกรานต์  เหมือนกับการเล่นผีในถิ่นภาคกลางแหล่งอื่นๆ  เช่น  ราชบุรี  ลพบุรี  กาญจนบุรี  ฯลฯ  ความรู้อีกส่วนหนึ่งที่ได้รับทราบจากหลวงพ่อพเยาว์คือ  เพลงขอทาน  หลวงพ่อเล่าว่ามีชาวบ้านที่มีความสามารถในการขับร้องเพลงขอทานได้คือพ่อเฒ่าบุญช่วง  ศรีรางวัล  ชาวบ้านหมู่ 10  บางระกำ  หลวงพ่อเล่าว่าเพลงขอทานนี้ไม่ใช่และไม่เหมือนการขอทานอย่างที่พบเห็นทั่วไป  เพลงขอทานที่พ่อเฒ่าบุญช่วงร้องเล่นนั้น  เป็นศิลปะชั้นสูง  เพราะเมื่อร้องแล้วต้องตีฉิ่งกลองด้วยตัวเองไปพร้อมๆ กันด้วย  เป็นของยากที่ทำได้ 

จากคำเล่าของหลวงพ่อพเยาว์  เป็นเส้นทางก้าวไปสู่การเข้าหาผู้เฒ่า  แต่เบื้องแรกนั้นติดขัดที่ในปี 2549 นี้จังหวัดภาคกลางของประเทศถูกอุทกภัย  หลายจังหวัดน้ำท่วมหนัก  ทุ่งน้ำนครชัยศรีก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน    ดร.มนัส  แก้วบูชา  ท่านได้เคยมาศึกษาล่วงหน้าก่อนแล้ว   ได้ให้ข้อมูลว่าการศึกษาข้อมูลวันนี้มีปัญหาตรงที่ไม่สามารถเข้าไปยังบ้านของพ่อเฒ่าบุญช่วงได้  จะหาเรือหรือจ้างเรือให้นำไปส่งก็ไม่มี  เพราะไม่มีการประสานงานไว้ล่วงหน้า  จึงคิดจะลุยน้ำตามเส้นทางเดิม  เมื่อไปถึงบริเวณที่จะต้องลงน้ำ  ชาวบ้านแถบนั้นให้ข้อมูลว่าสามารถขับรถอ้อมไปเข้าอีกทางหนึ่งได้โดยไม่ถูกน้ำท่วม 

          ที่บ้านขนาดย่อมและเปิดเป็นร้านค้าเล็กๆ  พ่อเฒ่าบุญช่วง  ศรีรางวัล  รวมทั้งภรรยาและลูกๆ  ให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเอง  ผู้เขียนขอนำเสนอการศึกษาในแง่มุมทางวิชาการสำหรับการศึกษาครั้งนี้  เพราะมีหลายมิติที่ต้องกล่าวถึง  คือ  เรื่องราวของเพลงขอทาน  เรื่องราวส่วนตัวของบุคคลข้อมูล  และความสำคัญในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ  โดยขอนำเสนอข้อมูลอื่นๆ ประกอบ  เพื่อร้อยเรื่องให้เห็นต่อเนื่องกัน

          การขอทาน  นั้นเป็นการขอทานของผู้คนที่ต่ำต้อยด้านการครองชีพ  และบุคคลเหล่านั้นจำนวนไม่น้อยที่ขอทานกันอย่างถาวร   ขอกันตรงทางเดินเท้าในแหล่งชุมชนที่มีผู้คนจำนวนมาก  ขอกันทุกวัน  ขอกันเป็นอาชีพ  และขอกันเป็นกระบวนการ  ใช้วิธีการกลลวงเพื่อหลอกผู้ใจบุญให้เวทนาสงสาร  ด้วยการทำทุกขเวทนาการ  รับแต่เงิน  เศษเงินที่หยอดลงกระป๋อง  ลงขัน  น้อยนิด  บางครั้งผู้ขอก็เงยหน้ามองผู้ใจบุญ  และคิดหรือบางรายก็เปล่งเสียงบ่น  บุคคลเหล่านี้จึงไม่อยู่ในความหมายของเพลงขอทานที่กล่าวถึงในบทความนี้

          เพลงขอทาน  โดยคุณค่าและความหมาย  จัดเป็นศิลปะการร้องเพลงประเภทหนึ่ง  มีมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา  ชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งของเพลงนี้คือ  เพลงกระบอก  มีอัตราชั้นเดียว  สมัยก่อนผู้ร้องใช้กระบอก 2 อัน  กระทุ้งให้จังหวะ  เพลงนี้ยังใช้บรรเลงและขับร้องประกอบการแสดงละคร สำหรับบทที่ต้องการความรีบด่วน ให้จบเร็ว หรือการไปมาอย่างรวดเร็ว  ในเพลงเทพรัญจวนตรงทำนองชั้นเดียวเป็นทำนองของเพลงกระบอก  นอกจากนี้ยังเป็นทำนองเพลงที่รวมอยู่ในเรื่องเพลงฉิ่งพระฉัน   อย่างไรก็ตามนอกจากทำนองร้องที่เป็นทำนองเพลงขอทานโดยตรงแล้ว  ในการขับร้องของวณิพกก็อาจนำทำนองอื่นๆ เข้ามาร้อยทำนองผสานเข้ากับถ้อยคำลำกลอนด้วย

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  ทรงนำเพลงกระบอกชั้นเดียวบรรจุในบทละครดึกดำบรรพ์ เรื่องสังข์ศิลป์ชัย ตอนท้าวเสนากุฎต้อนรับแปดกษัตริย์ ซึ่งเป็นบทพระนิพนธ์ของพระองค์ท่าน  เมื่อกล่าวถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์แล้ว  ก็ต้องขอขยายความถึงพระองค์ท่านในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเพลงขอทานด้วย  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ซึ่งทรงพระปรีชาสามารถทางด้านดนตรี  ผลงานดนตรีที่รู้จักกันดีคือบทพระนิพนธ์เพลงเขมรไทรโยค  พระองค์ท่านเรียนดนตรีไทยจากครูถึก  ดุริยางกูร  บุตรชายของพระพระดิษฐไพเราะ    (มีแขก)  พระเสนาะดุริยางค์  (ขุนเณร)  พระประดิษฐไพเราะ  (ตาด)  ทรงมีความชำนาญเครื่องดนตรีหลายชนิด  เช่น  ระนาดเอก  ซอ  ขลุ่ย  ฆ้องวงใหญ่  และกลองแขก  และยังทรงมีความสามารถในด้านพระนิพนธ์บทประพันธ์ต่างๆ  ด้วย

นอกจากนี้  พระองค์ท่านยังเคยกล่าวถึงเพลงขอทานอย่างน่าสนใจ  ดังความในสาส์นสมเด็จเล่ม 9  หน้า  111  ซึ่งเป็นจดหมายลงวันที่  12  กันยายน  2479  ที่ทรงกราบทูลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า 

          …มีเรื่องเกล้ากระหม่อมบวช ซึ่งติดจะขัน  จะเก็บมาเล่าถวายอีกเรื่องหนึ่ง  คือเอเกล้ากระหม่อมบวชนั้น  ได้ตั้งใจรักษากาย  วาจา  ใจ  ให้เป็นพระพ้นอาบัติทั้งปวง  ความปฏิบัติก็เป็นไปได้สมปรารถนา  แต่มาวันหนึ่ง  เจ้ากรรมจริงๆ  เดินกลับจากบิณฑบาต  พอถึงแถวหน้าศาลเจ้าพ่อเสือ  ก็พบคนขอทานตาบอด  นั่งร้องเพลงเองสีซอเองอยู่ข้างถนน  ตามที่ควรเป็นแล้วดนตรีของคนขอทานนั้นควรจะไม่น่าฟัง  แต่ที่ไหนได้นี่  อะไรมันช่างเพราะดีเหลือเกิน  ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยพบการเล่นดนตรีที่ไพเราะจับใจเหมือนคราวนั้นเลย  เล่นเอาลืมสติหย่อนฝีเท้าก้าวเดินช้าๆ  ฟังเสียงสำเหนียกการบรรเลงจนพ้นมาด้วยความเสียใจ  โกยเอาอาบัติไปพอแรง  จะกราบทูลได้อย่างง่ายๆ ว่า  คนที่เล่นเพลงพาลทมตัวไปได้นั้นคือตาคนที่มีชื่อลือชา  เรียกกันโดยสมญาว่า  “ตาสังขารา”  นั้นแล  ทำนองร้องของแกก็ไพเราะไปในทางร้อง และความก็ดีด้วย  ส่วนทางซอของแกก็ไพเราะไปในทางดนตรีอีกทางหนึ่ง  แต่ทั้งสองทางเข้ากันสนิท  สนมกลมเกลียวดีเหลือเกิน  ติดใจจนกระทั่งสึกออกมาแล้วลองทำดูบ้างไม่ยักได้  ถ้าสีซอเหมือนร้องแล้วทำได้  แต่ร้องไปทางร้อง  สีซอไปทางซอทำไม่ได้  ทำให้รู้สึกว่า  ตาสังขารานั้น  เป็นคนเลิศประเสริฐมนุษย์  แกแบ่งใจให้เป็นสองภาค  เล่นสองอย่างพร้อมกันได้  เราแบ่งไม่ได้จึงเล่นไม่ได้  ทางที่แกเล่นก็คือหุ่นกระบอกเรานี่เอง  แต่เวลานั้นหุ่นกระบอกยังไม่เกิด  หุ่นกระบอกก็เอกาอย่างตาสังขารานั้นเองไปเล่น  แต่หุ่นกระบอกนั้นไม่ประหลาด  เพราะคนหนึ่งร้อง  คนหนึ่งสีซอ  เป็นของทำได้ง่าย  ไม่เหมือนตาสังขาราซึ่งร้องเองสีเอง  เล่นยากเหลือเกิน.

          สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงตอบในจดหมายฉบับลงวันที่  17  กันยายน  2479  ว่า

          …คนตาบอดสีซอขอทานที่ท่านตรัสถึงนั้น  หม่อมฉันรู้จักดีทีเดียว  เคยเรียกแกว่า  “ตาสังขารา”  เพราะแกชอบขับเรื่องปลงสังขาร  กับเรื่องพระยาฉัททันต์  รู้สึกไพเราะจับใจมาก  ประหลาดอยู่ที่ไปพบคนเช่นนั้นที่เมืองพม่า  เมื่อหม่อมฉันขึ้นไปบูชาพระมหาธาตุสิงคุดรที่เมืองแปร  มีคนขอทานตาบอด 2 คน  นั่งอยู่ที่ร้านข้างทาง  คนหนึ่งขับลำนำและสีซออู้  อีกคนหนึ่งตีระนาด  (ไทย) ประสานกันไป  ฟังไพเราะจับใจ  เสียแต่ไม่เข้าใจคำขับ  ถึงกระนั้นก็ต้องหยุดฟังทั้งเมื่อขาขึ้นและขาลง…

          จากเนื้อความที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงมีข้อมูลแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับนายสังขารา  ที่ร้องเพลงขอทานนั้นเป็นข้อยืนยันว่า  เพลงที่นำมาร้องขอทานและกิจกรรมที่ประกอบเข้ากันนั้นเป็นศิลปะของการนำเสนอที่จัดเป็นศิลปะซึ่งต้องผ่านการฝึกฝน  เรียนรู้และสืบทอดต่อกันมา  และไม่เพียงการร้องเพลงของทานของนายสังขาราเท่านั้น  รูปแบบของเพลงขอทานซึ่งอาจหมายรวมไปถึงแนวทำนองเพลงที่นำเสนอออกมานั้นมีอยู่ในหลายจังหวัด  เช่น  ปราจีนบุรี  สระแก้ว  จันทบุรี  นครนายก  นครปฐม  กาญจนบุรี  ฯลฯ

          การร้องเพลงขอทานจำพวกขอทานบรรดาศักดิ์  อาจจะปรากฏในรูปแบบของการนำเสนอทำนองอย่างอื่นๆ อีก  หรืออาจร่วมกันร้องเป็นกลุ่ม  อย่างเช่นที่อำเภอพนมทวน  อำเภอท่าม่วง  และบางพื้นที่ในย่านนั้นของจังหวัดกาญจนบุรี    มีการร้องเพลงร่อยพรรษา  ซึ่งศิลปินชาวบ้านรวมตัวกันเดินร้องไปตามหมู่บ้าน  มีการแต่งกายให้ดูน่าสงสาร  มอมแมม  หรือสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นแบบกะรุ่งกะริ่ง  เข้าบ้านใดก็ร้องเพลงพรรณนาความไป  ชาวบ้านออกมาให้เงินบ้าง  มะพร้าว  ข้าว กล้วย  หรือผลหมากรากไม้ต่างๆ เมื่อได้รับบริจาคแล้วคณะเพลงร่อยพรรษาก็ร้องเพลงให้พรที่ไพเราะกินใจ  เพลงร่อยพรรษามีมานับร้อยปีแล้วปัจจุบันก็ยังมีอยู่    สามารถตามหาชมของจริงได้ในช่วงเวลาก่อนออกพรรษา  จุดเด่นของเพลงร่อยพรรษาคือความสุขของศิลปินที่รวมกันเดินร้อง  ความพอใจของผู้ให้สิ่งของ  และเงิน  ทั้งนี้สิ่งที่ได้รับจากการบริจาคศิลปินเพลงร่อยพรรษามิได้นำมาเป็นสมบัติส่วนตัว  สิ่งของเงินตราของการบริจาคทั้งหมดคณะเพลงร่อยพรรษานำไปทำบุญที่วัด  ต่อไป

          เพลงขอทานที่บ้านบางระกำเป็นข้อมูลใหม่ที่เก็บซ่อนมานานมากกว่า  40  ปี  เพราะพ่อเฒ่าบุญช่วง  ศรีรางวัล  วณิพกวัย 70 ปี  ท่านไม่เคยร้องเล่นให้ชาวบางระกำรุ่นหลังได้รู้เรื่องราวเลยแม้แต่น้อย  นอกจากภรรยาและชาวบ้านรุ่นเก่าๆ เท่านั้นที่พอรู้เรื่องราวบ้าง  แม้แต่ลูกๆ ของพ่อเฒ่าเองที่เติบใหญ่  แต่งงานมีหลานปู่หลานตาก็ไม่เคยได้ยินไม่เคยได้ฟัง  จนเมื่อวันที่ผู้เขียนเข้าพื้นที่ศึกษาจึงได้รับฟังเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน  2549  พร้อมกัน

 เกิดอะไรขึ้นสำหรับวิถีเพลงขอทานของพ่อเฒ่าบุญช่วง  ศรีรางวัล  ถึงขนาดต้องเก็บซ่อนเครื่องดนตรีที่เป็นเครื่องมือประกอบการเล่นเพลง  แม้ว่าหลายครั้งที่ภรรยาของท่านเองก็มีความคิดที่จะนำไปทิ้งน้ำและบางชิ้นที่เป็นโลหะก็คิดที่จะนำไปหล่อพระ เรืองนี้หลวงพ่อพเยาว์ก็ทราบและเล่าให้ฟังเช่นกัน   ภรรยาของท่านเพิ่งพบว่าพ่อเฒ่าบุญช่วง  ศรีรางวัลแอบซ่อนเก็บไว้อย่างดีและปรากฏต่อสายตาเมื่อดร.มนัส  แก้วบูชา  ไปเก็บข้อมูลครั้งแรกเมื่อก่อนหน้านี้ไม่นาน

          ประเด็นปิดที่ควรเปิดต่อสังคมก็คือความเป็นบุคคลสำคัญทางวัฒนธรรมดนตรี  ความเป็นนักเพลงขอทานนั้นมิใช่ความต่ำต้อยแต่อย่างใด  เพราะเจ้านายทั้งสองพระองค์ที่ยืนยันศิลปะการร้องเล่นของตาสังขารา  นั้นถึงความที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  เจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงบันทึกไว้ว่า  “…ตาสังขารานั้น  เป็นคนเลิศประเสริฐมนุษย์  แกแบ่งใจให้เป็นสองภาค  เล่นสองอย่างพร้อมกันได้  เราแบ่งไม่ได้จึงเล่นไม่ได้…”  แสดงว่าพระองค์ท่านก็พยายามที่จะเรียนให้ได้ตามแบบอย่างของตาสังขารานั้น  แต่ก็ทรงยอมรับว่าทำให้เป็นและทำให้เหมือนไม่ได้  นอกจากนี้ยังมีศิลปินเพลงขอทานชั้นครูที่มีผลงานลงแผ่นซีดีจำหน่าย  คืออาจารย์ประทีป  สุขโสภา  อดีตผู้อำนวยการโรงเรียน ระดับซี 8  (ผู้เขียนจำชื่อโรงเรียนไม่ได้)  ของจังหวัดสุโขทัย  ก็เป็นอีกตัวอย่างของการนำเสนอศิลปะการร้องเพลงขอทาน  และยังเดินทางไปเผยแพร่เพลงขอทานตามสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ

          อีกประเด็นหนึ่งที่ชาวบ้านบางระกำควรภาคภูมิใจคือ  ความเป็นชนกลุ่มชาติพันธุ์ย่อยของพ่อเฒ่าบุญช่วง  ศรีรางวัล  คือกลุ่มชาติพันธุ์ข่าหรือที่เรียกกันในพื้นที่ว่าลาวข่า  ในภาพรวมของจังหวัดนครปฐมนั้นมีประชาชนที่ต่างกลุ่มชาติพันธุ์ตั้งถิ่นฐานร่วมกันหลากหลายมาก  หากกลุ่มใหญ่ก็มีกิจกรรมแสดงให้สังคมภายนอกได้รับรู้  เช่น  ชาวโซ่งเดิมเรียกกันว่าลาวโซ่ง  ทุกวันนี้เรียกกันว่าไทยโซ่งบ้าง  ไทยทรงดำบ้าง  กลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มนี้มีจำนวนมากในพื้นที่อำเภอกำแพงแสน  ทั้งยังมีการตั้งกลุ่มสัมพันธ์กับชาวโซ่งของจังหวัดกาญจนบุรี  ราชบุรี  เพชรบุรี  ประจวบคีรีขันธ์  ด้วย  กลุ่มชาวจีนมีมากในเขตอำเภอเมือง  มีทั้งจีนแต้จิ๋ว  จีนไหหลำ  จีนแคะ  ฯลฯ  ฝรั่งและชาวตะวันตกที่มีมากในพื้นที่อำเภอสามพราน  ชาวมอญ  ชาวเขมร  ชาวข่า  ชาวลาว  มีน้อยมากและอยู่กระจายในพื้นที่ต่างๆ  สำหรับพ่อเฒ่าบุญช่วง  ศรีรางวัล  และอีกหลายๆ ท่านที่อยู่ในพื้นที่บางระกำ  เป็นชาวข่า  ส่วยภรรยาของท่านจะเป็นชาวชัยนาท

 

 

          พ่อเฒ่าบุญช่วง  ศรีรางวัล  ในทัศนะของนักวิชาการและนักวัฒนธรรมถือว่าเป็นบุคคลสำคัญ  และเป็นครูของแผ่นดิน  ประวัติส่วนตัวอย่างสังเขปมีว่าพ่อเฒ่าเป็นชาวบางระกำ  เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม  2479   ตรงกับปีขาล  วันจันทร์เดือน 4   แรม 11 ค่ำ  พ่อเฒ่าเรียนเพลงพื้นบ้านต่างๆ จากบิดาจนมีความรู้ความสามารถ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงขอทาน  ช่วงหนึ่งของชีวิต  พ่อเฒ่าได้ออกเรือไปตามช่วงน้ำขึ้น  -  น้ำลง  เพื่อไปร้องเพลงขอทานตามที่ต่างๆ  และมีความเชื่อว่าหากไม่ทำเช่นนั้นแล้วทำให้เกิดอาการป่วยไข้  ทุกๆ ปีจึงต้องไปร้องเพลงเช่นกล่าวนี้ ตามที่ต่างๆ ตรงตามลักษณะที่เรียกว่าวณิพก  คือการยังชีพด้วยการขอและร้องเพลงหรือดีดสีตีเป่าให้ฟัง  และสอดคล้องกับนิยามของพจนานุกรม  ฉบับราชบัณฑิตยสถานให้นิยามไว้

          เครื่องดนตรีที่พ่อเฒ่าบุญช่วง  ศรีรางวัลใช้ประกอบการร้องนั้น  มี  ฉิ่ง   ฉาบเล็ก  กรับ  2  คู่  และโทนขนาดเล็ก  สำหรับโทนขนาดเล็กนี้  มีขนาดเล็กจริงๆ  โทนมีความสวยงามมาก  น้ำหนักเบา  เหมาะกับการถือ  ขนาดของโทนมีสัดส่วนดังนี้

ส่วนสูงจากหน้าโทน - ปากลำโพงยาว  19.5 ซม. 

หน้าโทนมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 14  ซม. 

เส้นรอบวงของหน้าโทนกว้าง  43  ซม. 

ปากลำโพงด้านท้ายมีเส้นผ่าศูนย์กลาง  6  ซม.    

เส้นรอบวงส่วนของปากลำโพงกว้าง  28   ซม. 

ช่องเสียงตรงปากลำโพงกว้าง  2.5 ซม.

         

 

         การร้องเพลงใช้วิธีขับร้องไปพร้อมกับการตีโทนและขยับเท้าตีฉิ่ง  หรือขยับกรับ  2 คู่ ด้วยมือสองมือพร้อมกับใช้เท้าตีฉิ่งให้จังหวะ   เป็นความสามารถที่ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างมาก  การทำเช่นนั้นได้   ต้องใช้ความสัมพันธ์ระหว่างระบบประสาทสั่งการควบคู่กับทักษะการเคลื่อนไหวผสมผสานกับการขับเพลงออกมา  บางครั้งก็มีการนำหมวกมาสวมคร่อมให้ต่ำลงมา  ขับเพลงไปก็ทำตาเหลือบคล้ายคนตาบอดจนน่าสงสารอะไรปานนั้น  ดูเก๋ไก๋ทีเดียว

          ส่วนที่เป็นสุดยอดความเป็นพ่อเฒ่าเพลงขอทาน  ก็คือความทรงจำที่เป็นเลิศ  40  กว่าปีที่สังคมขีดวงล้อมให้พ่อเฒ่าละวางสมบัติเพลงที่มีอยู่มิได้ทำให้พ่อเฒ่าหลงลืม    เพราะระหว่างการบันทึกข้อมูลนั้นพ่อเฒ่าบุญช่วง  ศรีรางวัลได้ท่องกลอนเพลงเรื่องต่างๆ อย่างคล่องแคล่ว  อย่างมีความสุข   มีความสุขจนลืมรับประทานอาหารกลางวัน   คำต่อคำ  กลอนต่อกลอน  ผูกกันเป็นเรื่องเป็นราว  มีวรรณกรรมหลายเรื่องที่พ่อเฒ่าสามารถจำได้โดยไม่มีการจดบันทึก  มีเรื่องน่าขำก็คือภรรยาของพ่อเฒ่าบอกว่า  “นี่ยังไม่ได้กรึ๊บกรั๊บยังว่ากลอนได้ขนาดนี้นะ  ไม่เช่นนั้นจะไหลมากกว่านี้อีก”  วรรณกรรมที่พ่อเฒ่ายกไหลจากความทรงจำ  และใช้ร้องเพลงมีหลายเรื่อง  ทั้งเรื่องเวสสันดรชาดก  มโนราห์  พระอภัยมณี  ลักษณะวงศ์  จันทโครพ  ฯลฯ  และสิ่งที่ควรเป็นความภาคภูมิใจของชาวบางระกำคือ  กลอนเพลงตำนานพญากงพญาพาน  ที่เป็นเรื่องราวไม่เพียงของชาวบางระกำเท่านั้น  ชาวนครปฐมก็ควรรับทราบด้วย  เพราะในปัจจุบันตำนานพญากงพญาพาน  เป็นเรื่องราวที่ต้องสืบค้นจากเอกสารตำราซึ่งหายากมากๆ  ตำนานนี้มีหลายสำนวน  ในทางวิชาการแล้วจัดตำนานที่พ่อเฒ่าบุญช่วง  ศรีรางวัล  เป็นข้อมูลเชิงมุขปาฐะที่บริสุทธิ์และต้องรีบด่วนในการขอความรู้นี้จากท่านไว้  ทำการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร  บันทึกเป็นเสียง  บันทึกเป็นภาพเคลื่อนไหว  ทำไปพร้อมๆ กัน  สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครปฐมควรดำเนินการสานต่อ  ในขณะเดียวกันสำนักงานการศึกษาทั้งของจังหวัดนครปฐม  ของอำเภอบางเลน หรือกลุ่มโรงเรียนในพื้นที่บางระกำควรนำความรู้จากความทรงจำของพ่อเฒ่ามาสู่การสร้างหลักสูตรท้องถิ่น ให้เยาวชนที่ศึกษาในโรงเรียนของท้องถิ่นได้เรียนรู้กัน   สามารถดำเนินงานได้ทั้งเรื่องราวของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ปรากฏในตำนานพญากงพญาพาน  วรรณกรรมพื้นบ้านที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่องต่างๆ  ดนตรีและเพลงที่เป็นความสามารถของพ่อเฒ่า  และอีกหลายด้านหลายมุม  เพราะพ่อเฒ่าท่านเป็นครูของแผ่นดินที่สามารถถ่ายทอดเนื้อหาสาระทางศิลปวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี  การยกย่องคนดีศรีตำบลก็เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานที่รับผิดชอบควรพิจารณาด้วย

          วณิพกถิ่นอื่นนั้นต่างร่ำรวยด้วยการขายงานศิลปะ  เพลงขอทานที่ครั้งหนึ่งต้องรอนแรมไปตามบ้าน  ตามชุมชน  เพื่อร้องและแลกเงินหรือสิ่งของที่ผู้บริจาคให้ตามความพอใจนั้น  ชาวบ้านหรือผู้ฟังคนใดประสงค์ฟังนิทาน  หรือวรรณกรรมเรื่องใดก็จะร้องขอให้ร้อง  ในปัจจุบันมีหน่วยงาน  สถาบันการศึกษาจำนวนไม่น้อยที่เชิญวณิพกไปร้องเพลงขอทาน  เพื่อความบันเทิงในกิจกรรมทางสังคมต่างๆ   วิธีการนี้วงการเพลงเรียกกันว่า  เพลงหา  เพลงพื้นบ้านเช่นนี้นี้จึงกลายสภาพจากความดั้งเดิมเป็นสิ่งที่สังคมต้องการฟัง  ต้องการรับรู้ศิลปะประเภทนี้  

ตลอดระยะเวลา  40  กว่าปีที่ผ่านมา  เพลงขอทานบ้านบางระกำอยู่ในหลืบของฉากชีวิตรอเวลาเหมาะในการออกตัวแสดง  เวลานั้นควรมาถึงแล้วในจังหวะที่ชาติต้องการ  พ่อเฒ่าบุญช่วง  ศรีรางวัล  เองก็ยังไม่หลงลืมสารัตถะของเพลงที่ท่านได้รับสืบทอดไว้  ท่านยังรักในเสียงเพลง  การขับเคลื่อนชีวิตเพลงให้ตื่นขึ้นย่อมทำให้พ่อเฒ่ามีความสุข  สังคมได้ความรู้  บทเพลงของพ่อเฒ่าควรอยู่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวบ้านบางระกำต่อไป.

 




นานาสาระ

ขิมไทย : ขิมโลก
เขียนโน้ตดนตรีไทย ด้วยโปรแกรม Exel
วิธีการผูกสายขิม article
นัยสำคัญของเพลงพิธีกรรม
ดนตรีในงานประเพณีปอยหลวงที่วัดสันดอนมูล เชียงใหม่
ดนตรีชนเผ่าที่เซกอง ประเทศลาว
ทฤษฎีความสอดคล้องกับการวิจัยขั้นสูง
นัยดนตรีสร้างส่วนสัมพันธ์ของจิตให้สัมบูรณ์
คุณค่าสุนทรียรส และสัจจศิลป์ที่ปรากฏในบทเพลง
ศิลปินบรรเลงเพลงไพเราะยิ่ง
ภวารมณียะ ที่อยู่ในทำนองเพลง
ทฤษฎี 5 เกลียวรู้ : แนวการวิจัยภาคสนาม
บรรเลงเพลงพิธีกรรม
การวิวัฒนาการของกีตาร์คลาสสิก
การเล่นเพลงบรรเลงประโคม
ดนตรีบวงสรวงเทพารักษ์ : เจ้าพ่อขุนทุ่ง
ราชทินนามของนักดนตรีไทย
ภูมิบ้านภูมิเมืองกับการปกป้องมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ
ISMI : การประชุมดนตรีศึกษานานาชาติ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
โครงการภูมิบ้านภูมิเมือง article
การสัมมนาการศึกษาดนตรีระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย article
การศึกษาดนตรีไทย article
การถ่ายทอดดนตรีในสถานศึกษา article



บ้านดนตรีครูสมชาย 929/12 k akachai Rd., mahachai muang ,samutsakhon 74000. TEL.081-3330147 Copyright © 2015 All Rights Reserved.